วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

เพราะอะไรนะเจ้าตัวเล็กถึงชอบอมข้าว

เมื่อเจ้าตัวเล็กปฏิเสธอาหารมื้อแล้วมื้อเล่า เมนูแล้วเมนูเล่า คุณพ่อคุณแม่อย่างเราคงทำอะไรไม่ได้นอกจาก อดทนหายใจลึก ๆ ผ่อนคลาย นี่ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอดทนโดยเฉพาะในช่วงวัยหัดเดินของเจ้า ตัวน้อย งานหลักในช่วงนี้ของเราก็คือ การให้ลูกน้อยได้มีโอกาสทดลองอาหารหลากหลายแบบในช่วงแต่ละวัน โดยเจ้าตัวน้อยจะเลือกสรรวิธีการที่จะสามารถรับประทานเฉพาะสิ่งที่เค้าต้อง การเท่านั้น แต่ถ้าหากเราตามใจลูกเสมอไป ก็จะทำให้เด็กในวัยนี้ ได้พลังงานจากอาหารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อย่างเราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของลูกๆ ขอเราเช่นเดียวกัน อย่าพยามยามฝืน หรือคะยั้นคะยอให้ลูกน้อยของเราทานเพิ่มขึ้นอีกหากเห็นว่าลูกอิ่มแล้ว เพราะจะทำให้ลูกน้อยปฏิเสธอาหารในมื้อต่อไปได้

วิธีสังเกตว่าลูกของคุณอิ่มแล้ว ไม่ใช่เลือกทานอาหาร คือ

1. ลูกน้อยจะปิดปากสนิททันทีเมื่อมีการเสนอให้กินอาหาร

2. พูดแต่คำว่าไม่

3. เบือนหน้าหนีอาหารทันทีที่คุณแม่ตักอาหารส่งให้

4. ผลักช้อนชามออกไปเมื่อมีการเสนอให้กินอาหาร

5. อมอยู่ในปากและปฏิเสธที่จะกลืนมันลงไป

6. คายอาหารออกซ้ำ ๆ

7. พิงพนักเก้าอี้หรือพยายามที่จะปีนออกจากที่นั่ง

8. ร้องไห้ ตะโกน หรือกรีดร้อง

9. อาเจียน

การอม ข้าวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทำไมลูกน้อยวัยเตาะแตะจึงไม่ยอมกลืนข้าวลงไป การที่ลูกน้อยอิ่มก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วมีสาเหตุหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ เช่น เบื่ออาหาร ความหวานของข้าวเมื่ออมไว้นานๆ ในปาก ห่วงเล่น หรือสิ่งเร้ารอบข้างที่ทำให้เขาเบนความสนใจออกจากการรับประทานอาหาร แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่เด็กสนใจสิ่งเร้ารอบข้างมากที่สุด ซึ่งมีวิธีการแก้ไขไม่ยากดังต่อไปนี้

1. ฝึกฝนให้ลูกน้อยรับประทานอาหารให้ตรงเวลา เนื่องจากระบบย่อยอาหารมีเวลาที่จะกระตุ้นในการช่วยย่อยอาหารอยู่ จึงควรฝึกให้ลูกน้อยกินอาหารให้ตรงเวลา และรับประทานอาหารให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยลดความสนใจในสิ่งเร้าต่างๆออกไปได้และฝึกระเบียบวินัย ในการรับประทานอาหาร

2. เปลี่ยนอาหารไม่ให้ซ้ำซากและให้อาหารมีขนาดที่พอเหมาะหรือเป็นอาหารที่รับประทานง่ายและมีรสชาติที่เด็กน้อยชอบ

3. พาลูกน้อยไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง เช่นในช่วงเย็น ถึงแม้จะมีสิ่งเร้าเยอะ แต่เราไม่ควรให้เขาอยู่แต่ในบ้านควรจัดมื้ออาหารซักมื้อเช่นมื้อเย็นให้เขา ได้ออกไปเดินเล่น พร้อมกับกินข้าว เพื่อให้เขารู้สึกอารมณ์ดีและสามารถกินข้าวได้มากขึ้น

4. เสริมด้วยอาหารเสริมที่ประกอบไปด้วยสารอาหารครบ 5 หมู่ ที่จำเป็นต่อร่างกายลูกน้อย ให้ลูกน้อยได้เรียนรู้การกินอาหารอื่นนอกจากนม โดยอาจมีชิ้นแครอท ช่วยฝึกทักษะการบดเคี้ยวและการเรียนรู้ เพียงเท่านี้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่อย่างเราก็จะไม่อมข้าวอีกต่อไป

เคล็ดลับปรับระบบการย่อยอาหาร

งานวิจัยหลายชิ้น ได้รวบรวมข้อมูลการดูแลระบบการย่อยอาหาร ปรับสมดุลการเผาผลาญให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็นการดูแลตัวเองในแต่ละช่วงเวลา ดังนี้

6.45 น. รับวิตามินดี
วิธีการนั้นง่ายมาก แค่ออกไปเดินออกกำลังเป็นเวลา 10-30 นาทีในสวนหลังบ้าน หรือจะเดินรอบหมู่บ้านก็ได้ วิตามินดีถือเป็นวิตามินจำเป็นที่ร่างกายไม่ควรขาด สำหรับคนในยุคปัจจุบันที่ต้องทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานานๆ ร่างกายได้รับแสงแดดน้อยมาก เพราะต้องตื่นแต่เช้า ขับรถ เข้าที่ทำงาน กว่าจะเลิกงานแสงอาทิตย์ก็หมดไปแล้ว ทำให้ในบางครั้ง ร่างกายอาจได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอก็ได้ ซึ่งปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายต้องการก็ไม่มากอะไรเลย วิธีการรับมาก็ง่ายๆ ดังที่กล่าวมา เพียงแค่ตื่นเช้าไปเดินออกกำลังกายรับแสงแดดเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ ยังเรายังสามารถได้รับวิตามินดีจากอาหารประเภทต่างๆ ได้แก่ ทูน่า แซลมอน นม และไข่แดง

7.30 น. เพิ่มพลังด้วยอาหารเช้า
มีงานวิจัยระบุว่าผู้หญิงที่ไม่รับประทานอาหารเช้า มีแนวโน้มจะมีรูปร่างอ้วนได้มากกว่าผู้หญิงที่รับประทานอาหารเช้าปกติถึง 4.5 เท่า มื้อเช้า ควรเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีน จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานและอิ่มไปได้นาน จากงานวิจัยของสถาบัน Garvan Institute พบว่าเมื่อให้ผู้หญิงรูปร่างอวบรับประทานไข่สองฟองทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา สองเดือน ผลปรากฏว่า 65 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักลดลง และ 85 เปอร์เซ็นต์ เอวเล็กลง เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า

7.45 น. หาอะไรดื่มก่อนออกกำลัง
เครื่องดื่มแนะนำคือชาเขียวนั่นเอง จากงานวิจัยของ American Journal of Clinical Nutrition พบว่าการดื่มชาเขียวในปริมาณสามแก้วจะช่วยเรื่องระบบเผาผลาญให้ย่อยอาหารได้ ดีกว่าปกติ นอกจากนี้งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิ่งแฮมพบว่า ถ้าดื่มชาเขียวก่อนออกกำลัง จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ออกกำลังได้ดีกว่าปกติถึง 17 เปอร์เซ็นต์ การดื่มชาเป็นประจำวันละ 3-4 ถ้วย ช่วยเผาผลาญไขมัน งานวิจัยพบว่าเมื่อดื่มชาติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน ผู้เข้าวิจัยน้ำหนักลดลงถึง 1.5 กิโลกรัม ทั้งนี้ เพราะสารเคเทชินในชา ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

8.00 น. อาบน้ำเย็น
ว่ากันว่าอาบน้ำเย็นจะช่วยเรื่องเผาผลาญไขมันได้ดี เพราะการลดอุณหภูมิของร่างกายลงจะทำให้เกิด “ไขมันสีน้ำตาล” หรือ brown fat ซึ่งถือเป็นไขมันที่ดี เผาผลาญพลังงานให้เกิดเป็นความร้อนได้ การอาบน้ำเย็นก็เหมือนทำให้ร่างกายได้ออกกำลัง ช่วยเพิ่มกระตุ้นการเผาผลาญในร่างกาย

11.00 น. ดื่มลาเต้ร้อน รับแคลเซียมเข้าร่างกาย
ร่างกายต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างเสริมกระดูกให้แข็งแรง และยังช่วยเรื่องลดน้ำหนักได้ด้วย งานวิจัยล่าสุดค้นพบว่าถ้าร่างกายได้รับแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ก็จะช่วยลดไขมันได้มากกว่าคนที่ไม่ได้แคลเซียม ดังนั้น ควรเสริมแคลเซียมให้ร่างกายด้วยการดื่มนมคู่กับซีเรียลโฮลเกรน โยเกิร์ต ชีสบางๆ หรือลาเต้ร้อน ใส่นมชนิดไขมันต่ำก็ได้

13.00 น. กินมื้อเที่ยงดีต่อสุขภาพ
แนะนำให้มีสลัดในมื้ออาหาร ใส่ถั่วและผักสดชนิดต่างๆ ผักใบเขียวจะดีต่อร่างกายมาก ซึ่งถั่วจะมีแร่ธาตุแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยเรื่องเผาผลาญไขมัน และยังช่วยเรื่องเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

16.30 น. กินอาหารว่างสักหน่อย
การรับประทานของว่าง จะช่วยให้คุณไม่กินมื้อเย็นหนักมากจนเกินไป หลังมื้อเที่ยงมาสัก 3-4 ชั่วโมง ท้องของคุณจะเริ่มว่าง และฮอร์โมนอยากอาหารจะเริ่มทำงาน ถ้าคุณไม่กินอะไรเข้าไป จะกลายเป็นว่าคุณสวาปามทุกอย่างที่ขวางหน้าตอนมื้อเย็น โดยเลือกอาหารว่างที่ไม่ให้พลังงานมากจนเกินไป และควรหลีกเลี่ยงขนมรสหวานจัด

18.00 น. เข้ายิมกันเถอะ
เราควรหาเวลาไปออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20-30 นาทีก็จะช่วยปรับให้ระบบเผาผลาญทำงานอย่างสมดุล ช่วยควบคุมน้ำหนัก

19.30 น. กินมื้อเย็นเบาๆ
มื้อเย็นนี้ เรามีเมนูแนะนำคือข้าวกล้องหุงหอมกรุ่น กินกับปลาแซลมอนย่างเกลือ พริกหยวกเผา และมะเขือเทศ เป็นเมนูที่ทั้งดีต่อสุขภาพและอร่อยลิ้น จะให้ดีก็เพิ่มสลัดผักอีกสักถ้วยเล็กๆ ก็ไม่เลว แซลมอนนั้นอุดมไปด้วยโอเมก้าสามอยู่แล้ว แนะนำให้คุณโรยพริกป่นลงไปเล็กน้อยเพิ่มรสให้ร้อนแรงขึ้น งานวิจัยพบว่าพริกส่งผลดีต่อระบบเผาผลาญร่างกาย ช่วยย่อยได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพริกหยวกและมะเขือเทศมีดีตรงโพแทสเซียม และโซเดียม ซึ่งจะช่วยรักษาความสมดุลของพลังงานในร่างกาย และทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แล้วก็อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าในแต่ละวันให้เพียงพอ เพราะน้ำจำเป็นต่อการเผาผลาญสารอาหาร และยังช่วยร่างกายกำจัดของเสียอีกด้วย

โภชนาการเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์ คือแรกเกิด ถึง 7 ปี สมองพัฒนาไปถึง 80% ของผู้ใหญ่ เด็กจึงควรได้รับการดูแลด้านโภชนาการและสุขลักษณะ เพื่อให้สามารถพัฒนาศักยภาพสมองของเขาได้เต็มความสามารถ

อาหารสำหรับเด็กปฐมวัย (แรกเกิด - 6 ปี) จึงควรมีครบทั้ง 5 หมู่ และมีปริมาณเพียงพอเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

แรกเกิด – 6 เดือน : นมแม่ เป็นอาหารที่ดีที่สุด สำหรับทารกทุกคน เนื่องจากมีทั้งสารอาหารและภูมิต้านทานโรค

6 เดือน - 1 ปี : น้ำนมแม่เริ่มลดลง จึงควรเริ่มอาหารเสริม กึ่งเหลวบดละเอียด 2-3 ช้อนโต๊ะ ให้เริ่ม 1 มื้อในช่วงแรก สังเกตอาการแพ้อาหาร เมื่อเด็กคุ้นเคยดีแล้วจึงเริ่มอาหารชนิดใหม่ ข้นขึ้นและหยาบขึ้นตามลำดับ 8-9 เดือน ให้อาหารเสริม 2 มื้อ 10-12 เดือน ให้อาหารเสริม 3 มื้อ ควรให้โอกาสทารกได้หยิบจับอาหารกินเองบ้างเมื่อใช้มือได้

1-5 ปี : เด็กต้องการอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนเพื่อการเจริญเติบโตเต็มที่ของร่างกาย บำรุงเซลล์ประสาท เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควรให้อาหารเหล่านี้แก่เด็ก
- ตับ ไข่แดง เลือด ช่วยเสริมความจำ และสมาธิ
- ปลา ช่วยเพิ่มความจำ การเรียนรู้ง่ายและรวดเร็ว
- ผัก ผลไม้ มีวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างเยื่อบุต่างๆ
- นม เนื้อสัตว์ มีแร่ธาตุ มีผลต่อการทำงานของสมอง
- อาหารทะเล มีไอโอดีนมีผลต่อ IQ

พ่อแม่มีส่วนช่วยให้เด็กรับประทานอาหารได้ง่ายขึ้นโดย
- ให้เด็กได้รับประทานอาหารครบทั้ง 3 มื้อ
- จัดอาหารให้น่ารับประทาน สีสันดึงดูด ชมเชยเมื่อเด็กรับประทานอาหารหมด
- พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับประทานอาหาร ไม่เลือกอาหาร และสนุกกับการรับประทานอาหาร
- สร้างบรรยากาศที่ดีในการรับประทานอาหารร่วมกัน

การพัฒนาศักยภาพทางสมองของเด็กขึ้นกับ อาหาร พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การมีโอกาสได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ สมองจึงจะพัฒนาได้เต็มศักยภาพ แล้วประเทศของเราจะพัฒนาตามไปด้วย ดังคำกล่าว "เด็กฉลาด ชาติเจริญ"

ชวนคุณปู่คุณย่าปาร์ตี้แบบไม่เสียสุขภาพ

เมื่อถึงเวลารวมตัวของครอบครัวไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุด สัปดาห์หรือวันสำคัญต่างๆ ที่นานๆ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักที ช่วงเวลาแสนสนุกอย่างการจัดงานปาร์ตี้คงเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย รวมถึงคุณปู่คุณย่าด้วย แต่ด้วยอายุและร่างกายที่มีข้อจำกัดมากกว่าคนหนุ่มสาว อาจจะต้องใส่ใจกับกิจกรรมนี้ให้มากหน่อย ดังนั้น เรามีเทคนิคการจัดปาร์ตี้ให้สนุกแถมยังสุขภาพดีสำหรับผู้สูงอายุมาฝากกันค่ะ

- สำหรับเรื่องอาหาร ควรเลือกเมนูที่ไม่หนักจนเกินไป แนะนำเป็นเมนูจากเนื้อปลา ที่เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย และไขมันต่ำ และเน้นให้มีผักหลากหลายสี นอกจากจะทำให้เมนูอาหารในปาร์ตี้มีสีสีนน่ากินแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของคุณปู่คุณย่าและคนในครอบครัวอีกด้วย

- เลือกเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ที่ท่านชอบ เช่น ถ้าชอบแบบร้อน อาจจะเป็นชาเขียวหรือชาอู่หลงร้อน หรือถ้าชอบแบบเครื่องดื่มเย็น ลองเลือกเป็นชามะนาว ก็ช่วยเติมความสดชื่นได้ดีทีเดียว ยิ่งเป็นชามะนาวที่มีน้ำตาลน้อยและมีวิตามินซีสูงด้วยก็จะดีมาก

- แม้ว่าของหวานจะเป็นสิ่งควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้สูงอายุแต่งานนี้อนุญาตให้ ท่านได้กินสักนิดนึงเถอะ ชิ้นเล็กๆ เอาแค่ให้พอหายอยากเท่านั้น พยายามเลือกของหวานที่หวานน้อยให้ท่าน

หลังจากงานปาร์ตี้ผ่านไปอย่าลืมชวนท่านออกไปยืดเส้นยืดสายกับบรรดาลูกๆ หลานๆ ตัวเล็กตัวน้อยด้วยนะคะ จะได้เป็นการออกกำลัง ช่วยเผาผลาญพลังงาน เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ลองจูงมือหลานตัวน้อยออกไปเดินเล่นสูดอากาศนอกบ้านหรือที่สวนสาธารณะกัน การเดินก็ถือว่าเป็นการออกกำลังแล้ว หรือหาเกมสนุกๆ มาเล่นกันในครอบครัวเพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เช่น เกมทายคำ หรือจะเปิดเพลงให้ท่านโชว์สเต็ปลีลาส หรือโชว์เสียงร้องเพลง ก็ช่วยสร้างเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ และความครื้นเครงในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สีของอุปกรณ์ในการกินมีผลต่อการรับรู้รสชาติอาหาร

วาเนสซ่า ฮาร่า และชาร์ลส์ สเปนซ์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า "การ รับประทานอาหารคือการใช้ประสาทสัมผัสหลายด้านในการรับรส ทั้งรสที่อยู่ในปาก และรสที่เสพผ่านสายตาเพราะก่อนที่เราจะตักอาหารเข้าปาก สมองก็จะทำการประมวลข้อมูลจากการมองเห็น นั่นเองที่ทำให้เกิดอิทธิพลต่อการรับรสของเรา"

ดังเช่น มีนักวิจัยที่ให้กลุ่มตัวอย่างทดลองดื่มเครื่องดื่มช็อคโกแลตที่ ใส่ในแก้วพลาสติกที่มีสีต่างกัน 4 สี คือ สีขาว สีครีม สีแดง และสีส้ม ผลสรุปออกมาว่ากลุ่มตัวอย่างบอกว่าเครื่องดื่มช็อคโกแลตในแก้วสีส้มหรือสี ครีมมีรสชาติอร่อยกว่าในแก้วสีขาวหรือสีแดง ทั้งๆ ที่เครื่องดื่มที่ใส่ในทั้ง 4 แก้วก็เป็นแบบเดียวกัน หรือในการวิจัยที่พบว่าโยเกิร์ตสีขาวจะรสชาติหวานกว่าโยเกิร์ตสีชมพูเมื่อ คุณใช้ช้อนสีขาวตักกิน ซึ่งนอกจากจะดูหวานกว่าแล้วยังดูดีมีราคามากกว่าอีกด้วย! ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสีของอุปกรณ์ที่ใช้ในการกินมีผลต่อการ รับรสชาติของอาหาร นอกจากเรื่องสีแล้วอุปกรณ์ในการกินที่แตกต่างกันก็มีผลต่อการรับรสอาหารเช่น กัน ตัวอย่างเช่นเมื่อกลุ่มตัวอย่างทดลองกินชีสจากมีด ช้อน ส้อม หรือไม้จิ้มฟัน ส่วนใหญ่ต่างลงความเห็นว่า ชีสที่กินจากมีดรสชาติจะเค็มที่สุด

การศึกษานี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของร้านอาหารหรือผู้ ประกอบการด้านอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่สามารถนำผลการศึกษานี้ไปต่อยอดกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการกินซึ่งจะมีผลต่อการรับรสชาติและการตัดสินใจเลือก ซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคได้

ชวนลูกออกกำลังกายนอกบ้าน

เด็กๆ สมัยนี้หมดเวลาไปกับหน้าจอโทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเสพติดจอจนอาจจะลุกลามไปถึงภาวะสมองเสื่อมและโรคอ้วน ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่ควรแบ่งเวลาให้ลูกใช้โทรศัพท์แต่พอ ดีและเอาเวลาไปออกกำลังกายบ้างโดยเฉพาะการออกกำลังกายนอกบ้าน ที่แนะนำให้ออกกำลังกายนอกบ้านนั่นเพราะว่าคุณเคยสังเกตตัวเองไหมว่าเวลาที่ เราเดินในสวนสาธารณะหรือวิ่งบนชายหาด เราจะรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย นั่นเป็นเพราะวิวหรือบรรยากาศที่คุณได้เห็นชวนให้คุณรู้สึกปลอดโปร่งและมี พละกำลังมากขึ้น

สำหรับเด็กๆ ก็เหมือนกันการได้ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับธรรมชาติจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ช่วยให้เด็กๆ จัดการความเครียดได้อย่างเหมาะสมและลดอาการสมาธิสั้นได้อีกด้วย ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มอย่างไงเรามีไอเดียดีๆ มานำเสนอค่ะ

1. มาปลูกต้นไม้กันเถอะ งานนี้เด็กๆ จะไม่ได้แค่ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องการปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่การเก็บวัชพืชและพรวนดินยังทำให้พวกเขาได้เหงื่อขณะที่เพลิดเพลินกับ กิจกรรมกลางแจ้งและถ้าในสวนมีพืชผักสวนครัวที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ คุณสามารถสอดแทรกเรื่องคุณค่าทางสารอาหารหรือประโยชน์ที่เด็กๆ จะได้รับจากการรับประทานผักเหล่านี้ก็ได้ค่ะ

2. มินิโอลิมปิค ลองเปลี่ยนสนามหญ้าหน้าบ้านให้กลายเป็นสนามแข่งกีฬาโอลิมปิคขนาดมินิดู ด้วยการใช้อุปกรณ์อย่างกรวยพลาสติก ถังขยะใบใหญ่ และลูกฟุตบอลที่สามารถนำมาใช้ได้กับกีฬาหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลหรือบาสเก็ตบอล ที่สำคัญคุณต้องแบ่งการแข่งขันหลายระยะมีการออกแบบการแข่งขันที่ท้าทายกว่า ปกติ เช่น ให้เด็กๆ วิ่งอ้อมกรวยและพยายามโยนลูกบอลให้ลงถังขยะในเวลาเดียวกัน งานนี้ได้ทั้งเหงื่อได้ทั้งความสนุกรับรอง

3. เกมล่าสมบัติ เปลี่ยนพื้นที่ในบ้านให้กลายเป็นดินแดนแห่งขุมทรัพย์ ชวนญาติๆ หรือเพื่อนบ้านมาตามล่าขุมทรัพย์กันในวันหยุดสุดสัปดาห์ เริ่มจากการเอาสมบัติไปซ่อนให้เนียนตามจุดต่างๆ ของสวนหลังบ้าน จากนั้นแบ่งกลุ่มคนเล่นแล้วแจกลิสต์รายชื่อสิ่งของที่แต่ละทีมต้องหาให้ครบ ภายในเวลาที่กำหนด เกมนี้ทั้งลุ้นทั้งตื่นเต้นถูกใจเด็กๆ แน่นอน

4. ประกวดนักเต้นเท้าไฟ จัดพื้นที่หน้าบ้านให้กลายเป็นเวทีการประกวดเต้นสำหรับเด็กๆ แถมยังเป็นกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในหมู่บ้าน จะเต้นกลุ่มแบบครอบครัวหรือจะเต้นเดี่ยวก็ไม่เกี่ยง แค่ทุกคนที่เข้ามาต้องเต้นเท่านั้น! ใครเต้นแบบนอนสต๊อบหรือมีท่าเด็ดเข้าตาก็แจกรางวัลกันไปเลย

5. คลีนนิ่งไทม์ จัดเวลาตอนเย็นหลังเลิกเรียนของเด็กๆ วันละ 15-20 นาทีให้เขาช่วยกวาดใบไม้หน้าบ้าน ปัดกวาดหยากไย่ที่เกาะตามผนังนอกบ้าน ล้างอ่างปลา หรือเก็บอึเจ้าตูบ กิจกรรมนี้นอกจากจะถูกใจคุณแม่แล้วยังช่วยฝึกวินัยและความรับผิดชอบให้แก่ ลูกอีกด้วยค่ะ อ้อ...คุณแม่อย่าลืมเตรียมเครื่องดื่มช็อกโกแลตเย็นๆ แสนอร่อยไว้เพิ่มพลังและเป็นรางวับลให้กับลูกๆ ด้วยนะคะ พรุ่งนี้เขาจะได้มีแรงช่วยคุณแม่อีกไง

เทคนิคการป้องกันมะเร็งอย่างง่ายๆ ที่เราอาจรู้แต่ไม่ทันคิด

คนยุคปัจจุบัน เริ่มหันมาตื่นตัวกับโรคร้ายอย่างมะเร็งมากขึ้น เพราะแม้วิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันจะเจริญก้าวหน้าไปมากแค่ไหน แต่ทุกวันนี้โรคมะเร็งก็ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของคนไทย ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เราจึงมีข้อควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งมาแนะนำ ดังนี้

หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
จริงๆ แล้วไม่ควรดื่มเลยดีที่สุด แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ล่ะก็ ขอแนะนำให้ดื่มให้น้อยที่สุด เพราะการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์มากๆ เป็นประจำจะส่งผลร้ายต่อระบบการย่อยอาหาร เสี่ยงต่อมะเร็งตับ ไต กระเพาะอาหารได้ ดังนั้น หลังเลิกงานแนะนำว่าอย่าชวนเพื่อนไปดื่มเลย เปลี่ยนเป็นชวนกันไปออกกำลังกายหรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัวแทนจะดีกว่า

งดสูบบุหรี่
เพราะการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งไต เป็นต้น

กินผักผลไม้ให้หลากสี
ควรกินผักผลไม้ให้หลากสี ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว สีม่วง สีแดง สีเหลือง สีส้ม เช่น บร็อคโคลี กะหล่ำปลีม่วง บลูเบอร์รี มะเขือเทศ สตรอเบอร์รี ฟักทอง แครอท เพราะผักผลไม้หลากสีเหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยต้านมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีวิตามินโดยเฉพาะวิตามินซี ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุ และใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย โดยใยอาหารจะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ช่วยกวาดของเสียและสารพิษออกจากลำไส้ จึงช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

รับอากาศบริสุทธิ์บ้าง
การอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเป็นประจำตลอดทั้งวันอาจส่งผลเสียต่อ สุขภาพได้ คำแนะนำคือเมื่อกลับมาบ้าน อย่าอยู่แต่ในห้องแอร์ ให้เปิดประตูหน้าต่างรับอากาศตามธรรมชาติบ้าง งานวิจัยระบุว่าถ้าคุณอยู่ในห้องแอร์ร่วมกับคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ คุณมีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้มากกว่าคนที่ไม่ได้อยู่ได้ตั้งแต่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ หรือถึงแม้คนที่อยู่ร่วมห้องกับคุณจะไม่ได้สูบ แต่ถ้าเขาพากลิ่นควันเข้ามาในห้องด้วย ก็มีโอกาสที่คุณจะเสี่ยงเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจได้แล้ว

หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
การตากแดดมากเกินไปเหมือนทำร้ายผิวหนังทางตรง เช่น ทำให้ผิวไหม้ แดง แสบ และอาจส่งผลทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ การทาครีมกันแดดเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยป้องกันอันตรายจากรังสียูวีในแสงแดดได้ ในระดับหนึ่ง และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องโดนแดดระหว่างเวลา 10.00 -16.00 น.

ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
ควรออกกำลังเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมันที่ควรจำกัดการบริโภค เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะทำให้น้ำหนักไม่เกินหรือเป็นโรคอ้วน จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งอื่นๆ ได้

ทำจิตใจให้แจ่มใส เบิกบาน หลีกเลี่ยงความเครียด
การมีจิตใจที่แจ่มใสเบิกบาน มีสุขภาพจิตที่ดีถือเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้เรามีสุขภาพกายที่ดี ความเครียดจะส่งผลทำให้เราเสียสุขภาพได้ ดังนั้น ในแต่ละวันคุณไม่ควรเครียดจนเกินไป เมื่อทำงานเหนื่อยๆ หรือรู้สึกเครียด แนะนำให้พักผ่อน ดื่มน้ำสะอาด หรือถ้ารู้สึกล้ามากๆ ให้ลองดื่มชามะนาว ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งชาบีบมะนาวหรือชามะนาวน้ำผึ้ง จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ผ่อนคลายจากคลายเครียดได้